คาดคนใน ฉก “หนังสือบุดสมุดข่อย” มรดกเมืองคอน ขายตลาดมืดกว่า 300 เล่ม

369
views

น่าตกใจ คนร้ายโจรกรรม “หนังสือบุด” สมุดข่อยโบราณจากศูนย์ศิลปวัฒนธรรม ม.ราชกัฏนครศรีธรรมราช ไปกว่า 300 เล่ม ชี้เป็นมรดกล้ำค่าหาไม่ได้อีกแล้ว คณะสงฆ์เมืองคอนรวมพลังตั้งศูนย์ขอบิณฑบาตคืน

วันที่ 17 ก.ค. ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พระเถระชั้นผู้ใหญ่ประกอบด้วย พระเทพวินยาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 16-17-18 พระราชปริยัติเวที เจ้าคณะจังหวัดฝ่ายมหานิกาย พระราชวิสุทธิกวี เจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุต พระพุทธิสารเมธี เจ้าอาวาสวัดศรีทวี พระครูพรหมเขตคุณารักษ์ เจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก พระครูเหมเจติยาภิบาล และคณะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์รับบิณฑบาตคืนหนังสือบุดสมุดข่อยจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นคัมภีร์ภูมิปัญหาท้องถิ่นโบราณที่สำคัญ

โดยมีนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพฯ) เป็นผู้ประสานงานในการช่วยเหลือสนับสนุน ร่วมกับคณะพระเถระและกลุ่มนักวิชาการอิสระ หลังจากทราบว่ามีคนร้ายได้โจรกรรมหนังสือบุดสมุดข่อยจากศูนย์วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ไปขายในตลาดมืดโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยคณะสงฆ์และนักวิชาการและประชาชนจะดำเนินการขอบิณฑบาตคืนหนังสือบุด สมุดข่อยโบราณของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจะไม่มีการสืบสวนเอาผิดใดๆ กับผู้ที่มีเจตนาดีในการนำมาคืนให้เป็นสมบัติของแผ่นดินต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างปี 2513-2528 ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏได้ขอรับหนังบุดหรือสมุดข่อยโบราณของนครศรีธรรมราชจากหลายแหล่งเช่นวัดต่างๆ ผู้ที่ครอบครองเป็นมรดกตกทอดจากสายตระกูลเก่าแก่ของเมืองนครศรีธรรมราช ไปศึกษาและเก็บรวบรวมไว้ ซึ่งประกอบไปด้วย พระอภิธรรม คัมภีร์พระมาลัย ตำราสีมากถา ตำราดูฤกษ์ยาม ตำรายา ตำราไทยสันตา ตำรายันต์ พระนิพานโสตร พระศรีธรรมาโศก วรรณกรรมประโลมโลก ซึ่งแต่ละฉบับนั้นมีอายุนับร้อยหรือหลายร้อยปี คาดว่ามีรวบรวมอยู่ในศูนย์ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชัฏนครศรีธรรมราช อย่างน้อย 3,000 เล่ม แต่ปรากฏว่าได้มีการโจรกรรมออกมาจำนวนมาก พบถูกขายอยู่ในตลาดมืดอย่างต่อเนื่อง

พระราชปริยัติเวที เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชฝ่ายมหานิกาย กล่าวว่า การที่หายไปจาก ม.ราชภัฏฯ คณะสงฆ์ไม่ได้สนใจรายละเอียด แต่สนใจผู้ครอบครอง

“ขอให้ตั้งสติว่าของเหล่านี้เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่มีอยู่ในโลก อย่าได้ทำลายหลักฐานทิ้งไป ขอให้นำมามอบคืนให้กับแผ่นดินนครศรีธรรมราช เพราะนี่คือหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราช และเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่หลงเหลืออยู่”

ด้านพระครูเหมเจติยาภิบาล พระสงฆ์ผู้ศึกษารวบรวมข้อมูลหนังสือบุดสมุดข่อยของนครศรีธรรมราช เปิดเผยข้อมูลว่า ได้ติดตามข้อมูลหลักฐานในสื่อออนไลน์ และสืบข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนังสือบุดเรื่อง “พระมาลัย” ที่ประกาศขายแล้วเอามาเปรียบเทียบกับภาพข้อมูลเดิม หลังจากนั้นจึงได้ทำหนังสือยื่นไปทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและทางมหาวิทยาลัยราชภัฏไปแจ้งความแต่ระยะเวลาทอดยาวมา 3 เดือน เรื่องยังไม่คืบหน้า เรายังไม่ได้รับหนังสือบุดคืน เกรงว่าหนังสือที่หายไปซึ่งคาดว่าหลายร้อยเล่มจะมีการส่งทอดต่อไปหลายมือการสืบสวนตามกลับมาได้ยากจึงถือโอกาสขอบิณฑบาตคืนกลับก่อนที่จะหายไปทั้งหมด

นายสุรเชษฐ์ แก้วสกุล สถาปนิกอาสา และนักวิชาการประวัติศาสตร์อิสระ ที่รวบรวมข้อมูลเรื่องนี้พบว่ามีหนังสือบุดเล่มสำคัญที่หายไปหนึ่งในนั้นคือตำราสีมากถา ที่พบเพียงเล่มเดียวครั้งแรกของภาคใต้ ลักษณะการเขียนการให้สีเป็นช่างฝีมือช่างภาคใต้และน่าจะสวยงามสมบูรณ์ที่สุดมากกว่าฉบับของวัดสุทัศน์ ซึ่งหากหายไปเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก โชคดีที่ตนมีการบันทึกภาพไว้เมื่อปี 2561 และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับที่มีขายอยู่ในตลาดมืดโลกออนไลน์ ก็พบว่าตรงกันจนนำไปสู่การสรุปรายงานให้มหาวิทยาลัยราชภัฏไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ขณะที่ นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้ประสานงานเปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ท่านได้นำผู้อำนวยการยูเนสโกมาดู ผู้อำนวยการยูเนสโกถึงกับอุทานว่า “สังคมไทยที่จังหวัดนี้ มีอารยะถึงขนาดนี้เข้าสู่วิถีการอ่านเขียนบันทึกกันขนาดนี้ ท่านเป็นชาวฟิลิปปินส์ท่านบอกว่า ที่ประเทศอื่นการอ่านเขียนช้ามาก ถือเป็นความสำคัญมาก เป็นหลักฐานความมั่งคั่งทางภูมิปัญญา โดยส่วนตัวเชื่อว่ามีความสำคัญมากกว่าการรื้อเรือนไม้สักทองโบราณที่ จ.แพร่ และการบูรณะโบสถ์โบราณเก่าแก่ที่ จ.ชัยภูมิ ที่เป็นข่าวครึกโครมมาก่อนหน้านี้ เพราะเป็นการโจรกรรมมรดกความทรงจำทางภูมิปัญญาของแผ่นดินที่บ่งชี้ว่าสังคมไทยเราเข้าสู่วิถี วัฒนธรรมการศึกษาค้นคว้าจดจารอ่านเขียนกันมาก่อนหน้าที่จะเกิดกระดาษฝรั่ง ดินสอ ปากกา การพิมพ์ ที่คลี่เป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน ในวันนี้เสียอีก

สำหรับศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2538 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ โดยครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงพระราชทานหนังสือโบราณบุดสมุดข่อยโบราณไว้จำนวนหนึ่งด้วย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตรวจสอบว่าหนังสือชุดพระราชทานนั้นยังอยู่หรือไม่ หรือถูกคนร้ายโจรกรรมไปแล้ว และส่วนที่ถูกโจรกรรมหายไปนั้นยังไม่มีใครทราบจำนวนที่แท้จริงว่าหายไปมากน้อยแค่ไหน โดยมีการแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าหายไปจำนวน 309 เล่ม แต่ทางศูนย์รับบิณฑบาตคืนหนังสือบุดสมุดข่อยจังหวัดนครศรีธรรมราชเชื่อว่าถูกโจรกรรมหายไปมากกว่านั้น ซึ่งหนังสือสมุดไทยโบราณเหล่านี้ได้ถูกไว้ในศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หลายพันเล่มจนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งหนังสือบุดโบราณที่มากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย หรืออาจจะติดจำนวนมากที่สุดในโลกก็ได้

ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อกับ ดร.ฆณัฐ ธาตุทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่าติดราชการประชุมสภามหาวิทยาลัยนอกสถานที่ที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ยังไม่สามารถให้ข้อมูลในเรื่องนี้ได้ ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมือง นครศรีธรรมราช พยายามรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่คาดว่าทำกันเป็นขบวนการ และอาจเป็นข้าราชการที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องในศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะมีผู้ถือกุญแจห้องเก็บหนังสือบุดสมุดข่อยอยู่ 3 คน ซึ่งข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ