เชื้อไวรัส’โควิด-19’ ระบาดรุนแรง ผู้ว่าฯ 4 จังหวัดภาคใต้ ประกาศ ‘ปิดเมือง’

10248
views
4 จ.ภาคใต้'ปิดเมือง

ไวรัส “โควิด-19” พบระบาดรุนแรงมากขึ้น 4 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผวจ.จังหวัด สั่งปิดการเดินทางเข้า-ออก จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ปิดเกาะภูเก็ตเต็มรูปแบบ!

จังหวัดภูเก็ต นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ออกประกาศจังหวัดภูเก็ต แจ้งปิดช่องทางเข้า-ออกจังหวัดภูเก็ต บริเวณด่านตรวจท่าฉัตรไชย และช่องทางเข้า-ออกทางน้ำ ทั้งระหว่างจังหวัดและระหว่างประเทศ มีผลตั้งแต่ 00.01 น. ของวันที่ 30 มี.ค. – 30 เม.ย. 63 ส่วนการปิดสนามบินนั้น กพท. จะเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการปิดสนามบินได้ ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. เป็นต้นไป ทั้งนี้ระหว่าง วันที่ 30 มี.ค. -9 เม.ย. สนามบินภูเก็ตยังคงให้บริการเที่ยวบินตามปกติ

ล็อกดาวน์ปัตตานี

จังหวัดปัตตานี นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดปัตตานี ได้ลงนามในคําสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดปัตตานี เรื่อง มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่ออันตรายและดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ระบุว่า เนื่องด้วยปัจจุบันจังหวัดปัตตานี พบว่ามีการระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว ในหลายอําเภอ และพบการเพิ่มขึ้นของจํานวนผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นเพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคไปสู่ประชาชนในวงกว้าง การควบคุมพื้นที่ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค จังหวัดปัตตานีจึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเข้มข้น เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง จึงมีคําสั่งดังนี้

1.ห้ามประชาชนเดินทาง เข้า – ออก ข้ามเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานี อันเนื่องมาจาก เป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการติดต่อเชื้อโรคโควิด- 19 เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาล การทําให้ ปลอดภัยจากเชื้อโรค การป้องกันโรค การขนส่งสินค้าที่จําเป็น สินค้าอุปโภค บริโภค อุปกรณ์เครื่องมือ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ยานพาหนะเพื่อการกู้ชีพ กู้ภัยฉุกเฉิน รถพยาบาล และยานพาหนะ ของทางราชการ หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทั้งนี้ผู้ให้รับการยกเว้นต้องปฏิบัติ ตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกําหนด

2. ห้ามผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาด เดินทางเข้า – ออก จากหมู่บ้านหรือที่เอกเทศ สําหรับที่แยกกัน หรือกักกัน และหรือข้ามเขตพื้นที่ จังหวัดปัตตานี เว้นแต่ ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

ปัตตานี ผู้ติดเชื้อโควิด-19

อนึ่งเนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจําเป็นรีบด่วน หากปล่อยให้เป็นช้าไปจะก่อให้เกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิ โต้แย้งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง หากผู้ใดฝ่าฝืนคําสั่งนี้ จะมีความผิด แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ มีโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจําทั้งปรับและ หรือเป็นความผิดแห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอัตราโทษ จําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 28 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลง

ปิดจังหวัดยะลา

จังหวัดยะลา นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีคำสั่งที่ 15/2563 เรื่อง ระงับการเดินทางเข้า–ออกจังหวัดยะลาของบุคคล โดยมีข้อความว่า เนื่องด้วยปัจจุบันจังหวัดยะลามีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) ในหลายอำภอ และพบการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นเพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคไปสู่ประชาชนวงกว้าง การควบคุมพื้นที่ที่มีปัจจัยเสียงต่อการแพร่ระบาดของโรค จังหวัดยะลาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเข้มขันเพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง

ประกอบกับมติคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จังหวัตยะลา เห็นชอบให้ประกาศให้จังหวัดยะลา เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดต่อเชื้อโรดโควิด-19 ทั้งพื้นที่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลามีคำสั่งให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง นั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ประกอบข้อกำหนดซึ่งออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พศ. 2558 (ฉบับที่ 1)

ข้อ 1 การห้ามเข้าพื้นที่เสียง ข้อ 10 วรรคลอง และวรรคสามมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย ข้อ 11 มาตรการป้องกันโรค ข้อ 13 คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดยะลา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 จังวัดยะลา จึงมีคำสั่ง ดังนี้

นักศึกษาไทยจากปากีสถานถึงยะลา

1.ห้ามประชาชนเดินทางเข้า-ออก ข้ามเขตพื้นที่จังหวัดยะลา อันเนื่องมาจากป็นพื้นที่ ที่เสี่ยงต่อการติตต่อเชื้อโรคโควิด – 19 เวันแต่ เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาล การทำให้ปลอดภัย จากเชื้อโรค การป้องกันโรค การฆ่าเชื้อโรค การชนส่งสินค้าที่จำเป็น สินค้าอุปโภค บริโภค การไปรษณีย์ อุปกรณ์เครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการแพย์ ยานพาหนะเพื่อการกู้ชีพ กู้ภัยฉุกเฉิน รถพยาบาล และยานพาหนะของทางราชการ หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ทั้งนี้ ผู้ด้รับการยกเว้นต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด

2. ห้ามผู้ที่เป็น หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติตต่ออันตราย หรือโรคระบาด เดินทางเข้า-ออกหมู่บ้านหรือที่เอกเทศ สำหรับที่แยกกัน หรือกักกัน และหรือข้ามเขดขึ้นที่จังหวัดยะลา เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือกระทบต่อประโชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิ์โต้แย้ง ตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ 2539

หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนี้ มีฐานความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ 2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและ หรือเป็นความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่กิน 2 ปี หรือ ปรับไม่กินสี่หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ล็อกดาวน์ จ.นราธิวาส

จังหวัดนราธิวาส นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้ลงนามคำสั่งจังหวัดนราธิวาสระงับการเดินทาง เข้า-ออก จังหวัดนราธิวาส ดังนี้

1. ห้ามประชาชนเดินทาง เข้า -ออก ข้ามเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส อันเนื่องมาจากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดต่อเชื้อโรคโควิด-19 เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาล การทำให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค การป้องกันโรค การฆ่าเชื้อโรค การขนส่งสินค้าที่จำเป็น สินค้าอุปโภค – บริโภค การไปรษณีย์ อุปกรณ์เครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ยานพาหนะเพื่อการกู้ชีพ กู้ภัยฉุกเฉิน รถพยาบาล และยานพาหนะของทางราชการ หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

2. ห้ามผู้ที่เป็น หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย หรือโรคระบาดเดินทางเข้า -ออก หมู่บ้านหรือเอกเทศ สำหรับที่แยกกัน หรือกักกัน และหรือข้ามเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

อนึ่ง เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วน หากปล่อยให้ล่าช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชน หรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงไม่อาจให้คู่กรณีใช้สิทธิ์โต้แย้งตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539

หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนี้ จะมีความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหรือเป็นความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

📌
SHARE